อ.บิ๊กซ์ ติวเตอร์ดัง ยันไม่ได้ดูถูกอาชีพกวาดถนน แต่เสียดายเวลาที่สู้อุตส่าห์เรียน

อ.บิ๊กซ์ ติวเตอร์ชื่อดัง เปิดใจยืนยัน ไม่ได้ดูถูกอาชีพกวาดถนน แค่เสียดายเวลาที่อุตส่าห์เรียน ชี้แนวคิดเรียนเพื่อให้พ่อ-แม่ ภูมิใจ ไม่ต่างกับเอาปริญญาเป็นเครื่องประดับ
จากกรณีที่โลกออนไลน์มีกระแสชื่นชมหญิงสาวรายหนึ่งที่ออกมาโพสต์ว่าตนเองเรียนจบปริญญาตรี ไม่จำเป็นต้องทำงานในห้องแอร์ เลือกที่จะทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ทำความสะอาด เพราะเป็นงานที่ทำแล้วสบายใจนั้น ต่อมา อ.บิ๊กซ์ ภัทรพล ขาวสอาด ติวเตอร์ชื่อดัง ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในมุมมองที่ต่างออกไปว่า แนวคิดแบบนี้สะท้อนความล้มเหลวของระบบการศึกษา เรียนจบมาแล้วควรทำงานที่เหมาะสมกับความรู้ความสามารถ

ขณะที่ “อ้อม” หญิงสาวรายดังกล่าว ออกมาระบุว่า ตอนแรกคิดว่าทำงานอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับราชการ เพราะต้องใช้เงินรักษาแม่จึงมาสมัครงานกวาดถนน หวังว่า กทม. จะบรรจุตน ซึ่งการที่ตนจะไปสอบบรรจุครูนั้นเป็นทางเดินที่ช้า ตนจึงมองหาลู่ทางที่จะเข้าสู่หน่วยงานราชการได้เร็ว ก่อนหน้านี้ก็ทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่ง ได้เงินเดือนหลักหมื่น [อ่านเพิ่มเติม : ติวเตอร์ดังชี้ จบ ป.ตรี ทำงานกวาดถนน ถอยหลังเข้าคลอง สะท้อนระบบการศึกษาเฮงซวย]
เกี่ยวกับเรื่องนี้ วันที่ 10 เมษายน 2561 อ.บิ๊กซ์ ภัทรพล ขาวสอาด ติวเตอร์ชื่อดัง ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ ต่างคนต่างคิด ช่องอมรินทร์ทีวี ว่า จริง ๆ เราตั้งคำถามนี้กับระบบการศึกษากันมาตลอดว่าเราเรียนไปเพื่ออะไร เรียนสูงไปเพื่ออะไร ยิ่งตอกย้ำว่าเราเรียนสูงแล้วมาทำงานที่ไม่ต้องใช้วุฒินี้ก็ได้ ซึ่งเป็นคำถามกลับว่า “แล้วเราเรียนเพื่ออะไรกันแน่” ยืนยันว่า ตนไม่ได้ดูถูกอาชีพที่น้องอ้อมทำ จริง ๆ แล้วตนถามทุกคนที่ได้อ่านโพสต์ของตน

ด้าน น.ส.สุวนันท์ เกตุเอี่ยม หรือ น้องอ้อม ระบุว่า จริง ๆ แล้วตนอยากเป็นครูแนะแนว แต่หากสอบบรรจุครู จะใช้ขั้นตอนเยอะ จึงเลือกมาทำงานตรงนี้ แต่เมื่อมาทำตรงนี้แล้ว ก็ไม่อยากเป็นครูแล้ว
อ.บิ๊กซ์ กล่าวว่า จริง ๆ ต้องชื่นชมน้องอ้อม ที่อยากเป็นครูแนะแนว แต่การที่น้องอ้อมเรียนจบมา แล้วทำงานที่ไม่เหมาะสมกับวุฒินั้น ก็ถือว่าสูญเสียทรัพยากร ซึ่งหากมองเรื่องการบรรจุราชการระหว่างอาชีพในฝัน กับอาชีพที่ทำอยู่ ก็ต้องใช้ระยะเวลาในการรอพอ ๆ กัน ใช้ทรัพยากรพอ ๆ กัน ทำไมถึงเลือกตรงนี้ ทั้ง ๆ ที่ไม่ต้องใช้วุฒิ ป.ตรี ก็ได้ ตนเสียดายตรงนี้

น้องอ้อม บอกว่า ที่แม่ส่งเรียนก็อยากให้ทำงานดี ๆ เงินเดือนเยอะ ๆ แต่สิ่งที่ตนหวังคือ ไม่ต้องการทำงานสูง หรือเงินเดือนเยอะ ตนแค่อยากเอาใบปริญญาไปให้แม่ เพราะตนเป็นลูกคนเดียว และตนเชื่อว่าแม่ทุกคนอยากเห็นลูกได้รับปริญญา เห็นรูปลูกติดอยู่ข้างฝาบ้านเหมือนบ้านอื่น

อ.บิ๊กซ์ ระบุถึงแนวคิดดังกล่าวว่า ก็เหมือนกับการเรียนปริญญาเพื่อเป็นเครื่องประดับบ้าน หากทำเพื่อพ่อแม่ ก็เป็นเรื่องดีอยู่แล้ว เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม เพียงแต่เราเรียนปริญญาเพื่อให้มีปริญญาเฉย ๆ อย่างนั้นหรือ ตนเรียนปริญญาเพราะว่าที่ที่เราจะทำงานนั้น ต้องการวุฒิปริญญา ตนยังไม่เรียนปริญญาโท เพราะไม่มีป้ายเขียนว่าไม่มีปริญญาโทห้ามเข้า

แต่แนวคิดที่ว่า เรียนไปก่อนเพื่อให้พ่อแม่ สบายใจนั้น ไม่ใช่การบวชเพื่อให้พ่อแม่สบายใจ การเรียนต้องลงทุนเยอะ สิ้นเปลืองทรัพยากร ซึ่งเริ่มต้นมาจากการที่เราไม่มีความสุขกับรายได้ครอบครัวเรา ตนก็เข้าใจ เพราะตนก็เด็กบ้านจน เป็นนักเรียนทุน เพราะฉะนั้น การทำให้พ่อแม่สบายใจด้วยการใช้เงินก้อนใหญ่ของชีวิตแล้วก็ได้กระดาษาใบเดียวเหมือนที่หลายคนล้อเลียน ตนว่าสิ่งนี้สะท้อนภาพการศึกษาที่เราพูดถึงกันทุกยุคทุกสมัยชัดเจนว่าเราเรียนปริญญาตรีเพื่ออะไร และยิ่งน้องอ้อมพูดมา ยิ่งตอกย้ำกับคำถาม ซึ่งตนก็ไม่คิดว่าจะได้ยินแบบนี้ นี่ไม่ใช่แค่แนวคิดที่อยู่ในหัวของเด็ก แต่เป็นแนวคิดที่อยู่ในสังคมว่า “ขี้หมูขี้หมาอย่างไร ก็มีปริญญาไว้ก่อน” ซึ่งแนวคิดนี้ ไม่ได้ตอบโจทย์ว่าเรียนเพื่ออนาคตที่ดีกว่า แต่กลายเป็นว่า เรียน เพื่อความภาคภูมิใจของตัวบุคคล แต่หากครอบครัวพร้อมมีธุรกิจ จะเรียนปริญญาเป็นเครื่องประดับก็ตามสบาย
ขณะที่น้องอ้อม ระบุว่า ตนมีเหตุผลของตน ทุกคนอยากก้าวหน้าในหน้าที่การงานอยู่แล้ว หากตนทำงานไประยะหนึ่ง หัวหน้าอาจจะให้ตนไปทำงานในออฟฟิศ หรืออาจะเลื่อนเป็นหัวหน้างาน ซึ่งศาสตร์ที่ตนเรียนนั้นก็เกี่ยวกับจิตใจมนุษย์อยู่แล้ว ส่วนการเรียนจบปริญญานั้นเป็นความต้องการของตนอยู่แล้ว อย่างน้อยก็มีความรู้ติดตัว

ด้าน อ.บิ๊กซ์ เผยว่า เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่าความรู้จะติดตัวเราและสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน หากเรียนจบแต่ทำงานไม่ตรงสาย มีรายได้เลี้ยงครอบครัวได้ มีความสุข ก็ถือว่าโอเค แต่หากเรียนจบแล้วรายได้ไม่อาจจุนเจือครอบครัวได้นั้น ก็น่าจะทำได้ดีกว่านี้ กรณีของน้องอ้อม ไม่ใช่การที่จะบอกว่า ควรทำงานที่ “ดี” กว่านี้ เพราะนี่คือสิ่งที่ดี แต่หากน้องจะทำตรงนี้ก็น่าจะทำตั้งแต่ก่อนเรียนจบปริญญา เพราะหากน้องทำมาจนถึงทุกวันนี้ อาจจะมั่นคงกว่านี้แล้วก็ได้ อาจจะเป็นระดับผู้บริหารแล้วก็ได้

น้องอ้อม เผยว่า ตนส่งตัวเองเรียนปริญญาตรีมาตลอด แต่งานที่ตนทำนั้นก็ทำให้ครอบครัวมีความสุข มีความเป็นอยู่ที่ดี ตอนนี้แม่ของตนยังทำงานเหมือนตน มีสิทธิ์เบิกค่ารักษาพยาบาล แต่กำลังจะเกษียณในอีก 3 ปี ตนจึงมาทำงานตรงนี้เพื่อจะได้เบิกได้

อ.บิ๊กซ์ ระบุว่า แบบนี้เป็นเรื่องดี หากทุกอย่างจบแบบนี้ ครอบครัวมีความสุข ดูแลครอบครัวได้ ก็เป็นเรื่องดี ส่วนเรื่อง “ถอยหลังเข้าคลอง” นั้น เป็นแนวคิดที่ว่า “ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ต้องมีใบปริญญาไว้ก่อน” ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง เพราะจะเอามาทำไมหากไม่ได้ใช้ อีกทั้งไม่ได้ใช้ และยังมีความสุขดีแล้วจะลำบากอดหลับอดนอน ทะเลาะกับเพื่อน-อาจารย์ เพื่ออะไร

ส่วนที่สอง คือ เสียเวลาเรียน 4-5 ปี แต่ทำงานในตำแหน่งที่ทำได้เมื่อ 4 ปีที่แล้ว แต่ถ้าน้องบอกว่าน้องมีความสุข ตนก็แอบคิดว่า หากน้องทำงานตั้งแต่เมื่อ 4 ปี ที่แล้ว น้องอาจจะมั่นคงกว่านี้แล้วก็ได้ แต่ก็ติดเงื่อนไขที่ว่า อยากมีปริญญา ก็อยากฝากสังคมไว้ สรุปว่าเราไม่สามารถขยับไปไหนได้ เพราะติดแค่แนวคิดว่าที่ “ต้องมีปริญญา”

ส่วนประเด็นที่เกิดขึ้นในสังคมนั้น หลายคนที่รับรู้เรื่องของน้องอ้อม ไม่ได้รับรู้ว่า อาชีพของน้องอ้อมไม่ต่างจากอาชีพข้าราชการ แถมยังสามารถเบิกได้ด้วย อีกทั้งน้องอ้อมยังรอทำงานข้าราชการอีกด้วย ต้องยอมรับว่าที่สังคมมองนั้น มองที่ “เรียนสูง ทำงานไม่สูงเท่าวุฒิ” แต่หากบอกว่า เรียนสูง แต่ทำงานราชการ ก็จะไม่มีใครพูดถึง แสดงว่าสังคมกำลังมองว่าน้องอ้อมเรียนจบสูง แต่ทำอาชีพที่ต่ำ เราไม่ได้เหยียด แต่มันกลายมาเป็นประเด็นในสังคมเพราะคนมองแบบนี้

ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก กระปุกดอทคอม